บทที่ 2 หย่าร้าง

คำพูดประชดประชันธรรมดา กลับทำให้พิมพ์รวีรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในใจ

ไม่มีใครรู้ว่าพิมพ์รวีรักชาลส์

ถึงแม้ตอนแรกเธอจะเป็นฝ่ายใช้สัญญาแต่งงานบังคับเขาให้เขาแต่งงานกับเธอ แต่เธอก็เคยแอบดีใจอยู่นานที่ได้เป็นภรรยาของเขา

แต่หลังจากแต่งงานกัน เขากลับมองเธอเป็นเพียงของตกแต่งบ้านชิ้นหนึ่งเท่านั้น

อย่าว่าแต่จะแตะต้องตัวเธอเลย แค่จ้องหน้าเธอนานขึ้นอีกนิด เขาก็แสดงความรำคาญออกมาแล้ว

ตระกูลพูนประสิทธิ์คอยเร่งรัดเรื่องทายาทอยู่ตลอด ส่วนทางฝั่งคุณตาก็หวังจะได้อุ้มเหลนในเร็ววัน

ตอนแรกเธอเข้าใจว่าเขาถูกบังคับให้เลิกกับรักแรกอย่างกะทันหันจนมีความขุ่นเคืองใจ เธอจึงไม่คิดถือสาหาความเขา

แต่คืนนี้ถึงได้รู้ ความจริงแล้วเขากลับเก็บความบริสุทธิ์ไว้ให้อินทิรา

ให้ตายสิ... ช่างน่าสมเพชสิ้นดี!

แต่งงานกันแล้ว จะมารักษาความบริสุทธิ์บ้าบออะไรกัน

ยังไงเขาก็เป็นแค่ของมือสองอยู่ดี!

ยิ่งคิดก็ยิ่งอัดอั้น ทว่ายิ่งอัดอั้นมากเท่าไหร่ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอกลับยิ่งดูสดใสมากขึ้นเท่านั้น

“ถ้าคุณ ‘ไร้สมรรถภาพ’ จนทำอะไรไม่ได้ ฉันก็ไม่เกี่ยงถ้าต้องทำเด็กหลอดแก้ว หรือถ้าคุณไม่รังเกียจที่จะเซ็นชื่อเป็นพ่อให้ลูกคนอื่น ฉันจะไปหาคนมาช่วยทำลูกให้ก็ได้นะ คุณก็รู้นี่ คุณปู่บอกว่าเงื่อนไขแรกที่จะให้สิทธิ์ในการสืบทอดแก่คุณคือต้องมีลูก หลังจากวันนี้ไป คุณยังมีเวลาอีกสองเดือน ลองไปคิดดูดี ๆ นะ”

“ในเมื่อคุณยังยอมลดตัวลงมาแต่งงานกับฉันเพื่อหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ได้ การยอมมีลูกกับฉันอีกสักคนเพื่อแลกกับสิทธิ์ในการบริหารก็คงไม่เหนือบ่ากว่าแรงหรอก ฉันน่ะเป็นคนใจกว้างจะตาย ขอแค่คุณทำหน้าที่ให้สำเร็จ หลังจากนั้นอยากจะไปเล่นสนุกที่ไหน จะเลี้ยงเพื่อนสนิทที่เป็นผู้หญิงไว้กี่คนฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอก...”

พิมพ์รวียังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกชายหนุ่มที่ลุกพรวดขึ้นมาบีบคางเอาไว้แน่น ก่อนจะผลักเธอจนหงายหลัง

เก้าอี้เอนไปด้านหลังจนกระแทกกับเคาน์เตอร์ ถึงช่วยให้เธอทรงตัวอยู่ได้

นัยน์ตาของชายหนุ่มมืดสนิทดูน่ากลัว ทั้งยังฉายแววเย็นเยียบ

“พิมพ์รวี... เธอกล้าดียังไงที่มองฉันเป็นแค่เครื่องมือผลิตลูก?”

เธอกล้าดียังไงอย่างนั้นเหรอ?

แล้วทำไมคนอย่างเธอถึงจะไม่กล้าล่ะ?!

ตอนที่บ้านคุณตาเกิดเรื่อง เธอยังกล้าถือสัญญาแต่งงานไปที่บ้านเพื่อบังคับให้เขาแต่งงานกับเธอเลย แล้วจะมีอะไรที่เธอไม่กล้าทำอีกล่ะ?

พิมพ์รวีหลับตาลง พยายามข่มความอึดอัดในยามที่เท้าทั้งสองข้างลอยคว้างอยู่กลางอากาศ “จะทำเด็กหลอดแก้ว จะยืมท้องคนอื่น หรือจะยอมทำเองกับฉัน... คุณก็เลือกมาสิ!”

ชาลส์ก้มลงมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเย็นชาและเยาะเย้ย ในแววตามีอารมณ์มากมายผุดขึ้นมา

นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่เคยถูกใครข่มขู่ถึงเพียงนี้

ชาลส์แค่นหัวเราะออกมาด้วยความโกรธจัด “อยากจะมีลูกกับฉันเหรอ... เธอน่ะมันไม่คู่ควร!”

พิมพ์รวีเหยียดยิ้มตอบ นัยน์ตาเรียวสวยดุจสุนัขจิ้งจอกหรี่ลงจนดูคมกริบและฉายแวววาวโรจน์

“ได้เหมือนกัน!”

เธอยื่นมือออกไปผลักชายหนุ่มออก ก่อนจะทิ้งน้ำหนักตัวมาด้านหน้าเพื่อให้เก้าอี้กลับมาตั้งตรง

ทันทีที่เท้าแตะพื้น เธอก็ลุกขึ้นยืนทันที เปิดกระเป๋าแล้วหยิบกระดาษปึกหนึ่งปาใส่หน้าชาลส์

“งั้นก็หย่ากันตอนนี้เลยสิ เพื่อน ๆ ของคุณก็อยู่กันพร้อมหน้าพอดี จะได้มาเป็นพยานให้ ไอ้ผู้ชายขยะที่นอกใจแล้วยังไร้น้ำยาทำลูกอย่างคุณ ฉันเองก็ไม่อยากได้ไว้ทำพันธุ์เหมือนกัน!”

ไม่มีใครรู้ว่าพิมพ์รวีต้องใช้ความกล้าหาญมากแค่ไหนในการพูดประโยคนี้ออกมา

ใบหย่าฉบับนี้ถูกเก็บไว้ในกระเป๋าของเธอมานานมากแล้ว ตั้งแต่ความพยายามยั่วยวนเขาครั้งที่เก้าสิบเก้าล้มเหลว เธอก็เตรียมใจเซ็นมันเอาไว้ตั้งแต่วันนั้น

เธอรักชาลส์ แต่ก็คงได้แค่นี้

เธอเดินเข้าหาเขามาถึงเก้าสิบเก้าก้าว ทว่าเขากลับไม่ยอมก้าวแม้แต่ก้าวเดียวออกมาหาเธอ

โดยเฉพาะเรื่องที่เขาใช้อินทิรามาเป็นเครื่องมือเหยียบเธอต่อหน้าผู้คน

ด้วยบารมีของตระกูลพูนประสิทธิ์ ทำให้ชาลส์เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคมมาโดยตลอด

เมื่อก้าวเข้าสู่การเป็นผู้บริหารเขาก็ผลักดันพูนประสิทธิ์จนกลายเป็นองค์กรข้ามชาติและก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของโลก

นานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีใครกล้าปาของใส่หน้าเขาต่อหน้าธารกำนัล

ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายเช่นนี้

บรรยากาศในห้องจัดเลี้ยงพลันเย็นเยียบจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง ทว่ามีเพียงอินทิราที่ตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่

เธอแสร้งทำเป็นเข้าไปไกล่เกลี่ย “พี่คะ ทำไมพี่ถึงพูดเรื่องหย่ากับพี่ชาลส์ต่อหน้าคนเยอะแยะแบบนี้ล่ะคะ ทำแบบนี้มันเหมือนเอาชื่อเสียงของพี่เขาไปเหยียบทิ้งกับพื้นชัด ๆ! รีบขอโทษพี่เขาเถอะค่ะ เรื่องหย่าก็ลืม ๆ มันไปเถอะค่ะ!”

“ถ้าพี่โกรธเรื่องที่อินล้อเล่นเมื่อครู่ อินขอโทษพี่จริง ๆ นะคะ อย่าให้อินต้องเป็นต้นเหตุทำให้พี่สองคนแตกคอกันเลยค่ะ ไม่เช่นนั้นอินคงรู้สึกผิดจนบาปหนาไปตลอดชีวิตแน่ ๆ!”

“แล้วเธอเป็นตัวอะไร ถึงสำคัญตัวผิดว่ามีสิทธิ์มาส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของฉันกับเขา”

พิมพ์รวีกวาดสายตามองอินทิราตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาเหยียดหยาม “ไปไกล ๆ เลยไป ที่นี่ไม่มีที่ให้เธอพูด!”

อินทิราหน้าเจื่อนลง ขอบตาแดงก่ำพลางนิ่งเงียบไป ทว่าแววตากลับซ่อนความอาฆาตแค้นไว้ลึก ๆ

พิมพ์รวี เธอก็อวดดีไปเถอะ ยิ่งเธออวดดีมากเท่าไหร่ ชาลส์ก็จะยิ่งเกลียดเธอมากขึ้นเท่านั้น

“ชาลส์ ถ้าอยากหย่าก็รีบเซ็นสิ ในเมื่อเรื่องบนเตียงก็ห่วยแตกแล้ว ขั้นตอนการหย่าก็อย่าให้อืดอาดอืดยาดนักเลย คุณยังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า?!”

อินทิราทนไม่ไหว กระโดดออกมาพูดปกป้องชาลส์

“พี่คะ พี่พูดแบบนี้มันใจร้ายเกินไปแล้วนะคะ พี่ชาลส์เป็นผู้ชายนะคะ การที่พี่ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นชายของเขาต่อหน้าคนอื่นแบบนี้ มันจะเกินไปแล้วนะคะ!”

พิมพ์รวีหัวเราะเยาะ กวาดสายตามองสำรวจไปมาระหว่างคนทั้งคู่ "เหอะ! เขายังมีศักดิ์ศรีลูกผู้ชายเหลืออยู่อีกเหรอ?! ว่าไงล่ะ... หรือว่าเธอเคยลองมาแล้ว?"

ถ้าเคยลองกันจริงล่ะก็ ในข้อตกลงแบ่งสินสมรสตอนหย่า ฉันคงเรียกเงินจากเขาได้เพิ่มอีกก้อนโตทีเดียว

เพราะการนอกใจระหว่างสมรส ฉันสามารถฟ้องให้เขาสละสินสมรสทั้งหมดตอนหย่าได้ทันที!

ใบหน้าของอินทิราแดงก่ำขึ้นมาทันที เธอเหลือบมองชาลส์ด้วยสายตาเขินอาย

เธอก็อยากจะลองอยู่หรอก!

เพราะชาลส์คือผู้ชายในฝันของเธอมาตั้งแต่เด็กจนโต

น่าเสียดาย...

อินทิรากำหมัดแน่น “พี่ไม่ต้องมาใส่ร้ายอินแบบนี้หรอกนะคะ อย่ามาวางกับดักกัน อินกับพี่ชาลส์เราบริสุทธิ์ใจต่อกันจริง ๆ”

พิมพ์รวีเยาะเย้ย “บริสุทธิ์ใจประเภทที่ไปนั่งตัก แอบจูบกันน่ะเหรอ? ถ้าแบบนั้นคือบริสุทธิ์ใจ... มันก็คงจะบริสุทธิ์ใจมากจริง ๆ นั่นแหละ!”

ใบหน้าของอินทิราพลันถอดสีจนเขียวคล้ำในทันที

ชาลส์จ้องมองพิมพ์รวีด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ นัยน์ตาของเขามืดหม่นจนดูน่ากลัว “อยากหย่าขนาดนั้นเลยเหรอ ว่าไงล่ะ หรือว่าแอบมีคนอื่นรออยู่ข้างนอกแล้วรึไง?”

“จะมีหรือไม่มีมันก็ไม่เกี่ยวกับคุณแล้ว ต่อให้ตอนนี้ไม่มี หย่าเสร็จก็มีได้!” พิมพ์รวีหรี่ตาขึ้น ดวงตาหงส์โค้งเป็นรูปสวยงาม

ความปรารถนาของคุณตา เธอยังต้องหาวิธีทำให้สำเร็จ

างคกสามขานั้นหายากยิ่งกว่าอะไรดี แต่ผู้ชายสองขาน่ะมีอยู่เกลื่อนกราดไปหมด

ถึงแม้การจะหาคนที่สมบูรณ์แบบกว่าชาลส์อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การหาคนที่ทัดเทียมกันก็น่าจะหาได้ไม่ยากนัก!

“แล้วอีกอย่าง การหย่าครั้งนี้ฉันก็ทำเพื่อคุณทั้งนั้น แล้วคุณยังมีอะไรไม่พอใจอีกล่ะ? หรือแท้จริงแล้วคุณไม่อยากให้สถานะกับรักแรกของคุณ แต่อยากให้เธอเป็นได้แค่เมียน้อยในเงามืดไปตลอดชีวิตกันแน่?”

"จุ๊ ๆ ๆ ดูสิ ผู้ชายก็เป็นแบบนี้แหละ..."

น้ำเสียงที่แฝงความหมายลึกซึ้งทำให้ใบหน้าของอินทิราพลันเปลี่ยนสี เธอหน้าซีดเผือดขณะเหลือบมองชาลส์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังปนกังวล

ทว่าชาลส์กลับไม่แม้แต่จะชายตามองเธอสักนิด เขายังคงจ้องพิมพ์รวีนิ่งราวกับจะมองให้ทะลุปรุโปร่งไปถึงข้างใน

หลังจากนั้นครู่ใหญ่ เขาก็เอ่ยปากช้า ๆ “หย่าก็ได้!”

“ไหนเธอบอกว่าโตมาในกองไพ่ไม่ใช่หรือไง... ถ้าชนะฉันได้ ฉันจะยอมเซ็นใบหย่าให้ทันที!”

ชาลส์หยิบไพ่บนโต๊ะขึ้นมา นัยน์ตาที่หรี่ลงฉายแววอารมณ์บางอย่างที่ยากจะคาดเดาได้

พิมพ์รวีไม่พูดอะไร เพียงแค่มองเขาแล้วยิ้ม

รอยยิ้มนั้นเย็นชา ทั้งแฝงไปด้วยความดูแคลนและเยาะหยันอย่างบอกไม่ถูก

“อะไรกัน กลัวแล้วเหรอ?”

ชาลส์โยนไพ่ลงบนโต๊ะ พลางเหยียดยิ้มที่มุมปากอย่างดูแคลน

“คิดจะเล่นเกมปั่นหัวให้ฉันอยากหย่าแล้วเดินจากไปง่าย ๆ อย่างนั้นเหรอ พิมพ์รวี เธอยังอ่อนหัดไปหน่อยนะ”

พิมพ์รวีแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา “จำคำพูดของคุณไว้ให้ดีนะ แพ้แล้วอย่ามาร้องไห้ขี้มูกโป่งล่ะ!”

พูดจบ เธอก็ยกมือขึ้นถอดเสื้อโค้ทที่สวมอยู่ออก

พิมพ์รวีเพิ่งปลีกตัวมาจากงานเลี้ยงวันเกิดของคุณปู่ภรัญยู บนตัวยังคงสวมชุดเดรสสีแดงสดจากงานเลี้ยง

นั่นคือชุดออกรบที่เธอเลือกมาเป็นพิเศษสำหรับตัวเอง ดีไซน์เปิดหลังโชว์แผ่นหลัง เผยให้เห็นแผ่นหลังนวลเนียนที่มีกระดูกสะบักสวยงามราวกับปีกผีเสื้อ

ตัวเดรสรัดรูปขับเน้นช่วงเอวที่คอดกิ่วจนแทบโอบได้ด้วยมือเดียว รับกับทรวงอกอวบอิ่มและส่วนโค้งเว้าที่สมบูรณ์แบบ

เธองดงามเย้ายวนราวกับนางปีศาจสาว ทุกท่วงท่าล้วนสะกดลมหายใจของทุกคนให้หยุดนิ่ง

สายตาของชายหนุ่มทั่วทั้งงานต่างจับจ้องมาที่เธอเป็นตาเดียว!

ของล้ำค่าขนาดนี้ พี่ชาลส์ทนเมินเฉยไม่แตะต้องเธอมานานหลายปีได้ยังไง?

หรือว่าเขาจะ ‘ไร้น้ำยา’ อย่างที่เธอว่าจริง ๆ?!

หลายคนใจกล้าพอที่จะเหลือบมองไปยังส่วนที่ไม่สามารถบรรยายได้ของชาลส์โดยไม่รู้ตัว

ใบหน้าของชาลส์มืดครึ้มดำทะมึนราวกับหมึกในทันที

สายตาของเขาจับจ้องไปที่พิมพ์รวี มือที่วางอยู่บนโต๊ะกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน

อินทิราเห็นทุกอย่าง ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาจนแทบลุกเป็นไฟ!

อีนังตัวแสบนี่ ทั้งที่โตมาในชนบทแท้ ๆ แต่ผิวพรรณกลับผุดผ่องเนียนละเอียดราวกับผ้าไหม

ใบหน้าก็ดูเจ้าเล่ห์ประดุจนางจิ้งจอก ดีแต่จะใช้จริตยั่วยวนผู้ชายไปวัน ๆ!

ช่างน่ารังเกียจจริง ๆ!

พิมพ์รวีนั่งลงที่โต๊ะ เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้วเล่นไพ่ตรงหน้าอย่างไม่ใส่ใจ “อยากเล่นแบบไหนล่ะ? 21 แต้ม? 24 แต้ม? หรือเท็กซัสโฮลเด็ม?”

เพื่อน ๆ ของชาลส์มองหน้ากัน ไม่เลวเลยนี่ พิมพ์รวีฟังดูเหมือนจะรู้จริง!

“21 แต้มแล้วกัน ยากกว่านี้กลัวเธอจะแพ้ยับเยิน!”

พิมพ์รวีแสยะยิ้มอย่างมีเสน่ห์ แล้วเริ่มสับไพ่

นิ้วมือเรียวยาวขาวนวลของเธอนั้นดูสะดุดตา

ไพ่ทั้งห้าสิบสี่ใบถูกเล่นอย่างคล่องแคล่วด้วยสิบนิ้วของเธอ ลีลาลูกเล่นมากมายจนแม้แต่บรรดาลูกคนรวยที่เล่นไพ่จนชินในที่นั้นยังอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ

สุดยอดไปเลย!

แค่เห็นลีลาการสับไพ่แบบนี้ ก็รู้เลยว่าพิมพ์รวีคือเซียนไพ่ตัวจริง!

แม้แต่ชาลส์เอง แววตาที่มองพิมพ์รวีก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

พิมพ์รวีเล่นไพ่เป็นจริง ๆ เหรอ? เธอไปเรียนมาจากไหน?

เมื่อสับไพ่เสร็จ พิมพ์รวีก็โน้มตัวไปข้างหน้า แจกไพ่ให้ชาลส์หนึ่งใบ

ทรวดทรงส่วนโค้งเว้าที่เย้ายวนถูกเปิดเผยชัดเจนจากการโน้มตัว จนคนรอบข้างต่างพากันลอบกลืนน้ำลาย

ใบหน้าของชาลส์มืดครึ้มดำทะมึนลงในพริบตา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป